กลับไปคลังความรู้

Digital Excellence

Customer Journey Operating Model: ทำให้ประสบการณ์ลูกค้าดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การทำ journey map เพียงครั้งเดียวไม่ทำให้ประสบการณ์ลูกค้าดีขึ้น องค์กรต้องมี operating model ที่ทำให้ทีมข้ามสายงานเห็นปัญหา ตัดสินใจ และปรับปรุงร่วมกันได้ต่อเนื่อง

องค์กรจำนวนมากทำ Customer Journey Map ได้สวยงาม แต่ประสบการณ์ลูกค้าไม่ดีขึ้น เพราะไม่มีใครมีอำนาจตัดสินใจข้ามฝ่าย ไม่มีตัวชี้วัดร่วม และไม่มีจังหวะทบทวนที่นำไปสู่การลงมือแก้จริง Operating Model คือสิ่งที่เติมเต็มช่องว่างนั้น

Customer Journey Operating Model คืออะไร?

คือการจัดโครงสร้างการทำงานรอบเส้นทางของลูกค้าแทนการจัดรอบแผนกภายใน ประกอบด้วยสี่องค์ประกอบ ได้แก่ เจ้าของ journey ที่มีสิทธิ์ตัดสินใจ ตัวชี้วัดร่วมที่ทุกฝ่ายยอมรับ จังหวะทบทวนข้ามทีมที่เกิดขึ้นสม่ำเสมอ และกลไกจัดสรรงบประมาณที่ไหลตาม journey ไม่ใช่ตามสายบังคับบัญชา ขาดองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่ง journey map จะกลายเป็นเอกสารอ้างอิงที่ไม่มีผลต่อการทำงานประจำวัน

ความแตกต่างจากโครงการปรับปรุงประสบการณ์ลูกค้าแบบเดิมคือความต่อเนื่อง โครงการมีวันเริ่มและวันจบ ส่วน operating model กำหนดว่าใครรับผิดชอบ journey นี้ต่อไปทุกไตรมาส ใช้ข้อมูลชุดใด และตัดสินใจอย่างไรเมื่อฝ่ายต่าง ๆ มีเป้าหมายขัดกัน

ควรเริ่มจาก Journey ไหน และกำหนดขอบเขตอย่างไร?

เริ่มจาก journey เดียวที่มีผลต่อรายได้หรือต้นทุนบริการสูงที่สุด และมีปัญหาที่ลูกค้าบ่นซ้ำจนวัดได้ การเริ่มพร้อมกันหลาย journey ทำให้ทรัพยากรกระจายและไม่มี journey ใดดีขึ้นพอให้เห็นผล

กำหนดขอบเขต Journey จากเป้าหมายของลูกค้า

ขอบเขตควรเริ่มจากสิ่งที่ลูกค้าต้องการทำให้สำเร็จ เช่น เปิดบัญชีให้ใช้งานได้ ไม่ใช่ขั้นตอนภายในอย่างการอนุมัติเอกสาร จากนั้นไล่ทุกจุดสัมผัสตั้งแต่ก่อนติดต่อจนถึงหลังใช้งาน รวมช่องทางออนไลน์ สาขา คอลเซ็นเตอร์ และคู่ค้าภายนอกที่อยู่ในเส้นทางเดียวกัน ขอบเขตที่ตัดตอนกลางทางมักทำให้ปัญหาถูกโยนข้ามฝ่ายโดยไม่มีใครแก้

วัด baseline ก่อนออกแบบใหม่

ก่อนเปลี่ยนอะไร ควรมีตัวเลขปัจจุบันสามชุด คือ อัตราความสำเร็จของลูกค้าในการทำงานนั้นให้จบ เวลาที่ใช้จริงตั้งแต่ต้นจนจบ และต้นทุนต่อหนึ่งเส้นทางรวมค่าติดต่อซ้ำ ตัวเลขสามชุดนี้คือหลักฐานที่ใช้พิสูจน์ภายหลังว่าการออกแบบใหม่ได้ผลหรือไม่ และมักเป็นสิ่งที่องค์กรข้ามไปเพราะรีบแก้

Journey Owner ต้องมีอำนาจมากแค่ไหน?

มากพอที่จะเปลี่ยนลำดับความสำคัญของงานข้ามฝ่ายได้ภายในขอบเขต journey ของตน หาก journey owner ทำได้เพียงประสานงานและเชิญประชุม บทบาทนี้จะกลายเป็นภาระเพิ่มโดยไม่เปลี่ยนผลลัพธ์ อำนาจที่จำเป็นอย่างน้อยมีสามเรื่อง คือ จัดลำดับ backlog ที่กระทบ journey อนุมัติการเปลี่ยนกระบวนการที่ไม่ขัดข้อกำหนดกำกับดูแล และเรียกให้เจ้าของระบบที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมแก้ปัญหาได้

ออกแบบบทบาทและสิทธิ์ตัดสินใจให้ชัด

เขียนให้ชัดว่าใครตัดสินใจ ใครให้ความเห็น และใครต้องรับทราบในแต่ละประเภทการตัดสินใจ เช่น การเปลี่ยนถ้อยคำบนหน้าจอ การเปลี่ยนเงื่อนไขการอนุมัติ และการลงทุนระบบใหม่ ทั้งสามเรื่องนี้ไม่ควรใช้กลไกตัดสินใจเดียวกัน เพราะความเร็วที่ต้องการต่างกันมาก

วางบทบาท Journey ให้อยู่ร่วมกับสายบังคับบัญชาเดิม

องค์กรส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องรื้อโครงสร้างเพื่อทำ journey operating model แต่ต้องยอมรับว่าจะมีสองแกน คือ แกนสายงานที่ดูแลความเชี่ยวชาญและมาตรฐาน และแกน journey ที่ดูแลผลลัพธ์ปลายทาง ความขัดแย้งระหว่างสองแกนเป็นเรื่องปกติ สิ่งที่ต้องกำหนดล่วงหน้าคือใครเป็นผู้ชี้ขาดเมื่อสองแกนเห็นไม่ตรงกัน และใช้เกณฑ์อะไร

ทำอย่างไรให้ทุกฝ่ายใช้ตัวเลขชุดเดียวกัน?

ใช้ KPI ร่วมระดับ journey แทนการรวมเป้าหมายรายฝ่าย เพราะเป้าหมายรายฝ่ายมักขัดกันเอง เช่น คอลเซ็นเตอร์ถูกวัดด้วยเวลาสนทนาที่สั้น ขณะที่ลูกค้าต้องการคำตอบที่จบในครั้งเดียว ตัวชี้วัดที่ควรมีร่วมกันคือ อัตราการทำสำเร็จ เวลาจากต้นจนจบ อัตราการติดต่อซ้ำ และต้นทุนต่อเส้นทาง

สร้าง Measurement Architecture ชุดเดียว

ตัวเลขเดียวกันต้องมาจากนิยามเดียวกันและแหล่งข้อมูลเดียวกัน กำหนดให้ชัดว่าการทำสำเร็จนับจากเหตุการณ์ใดในระบบใด นับซ้ำอย่างไรเมื่อลูกค้าเริ่มใหม่ และข้อมูลจากช่องทางออฟไลน์เข้ามารวมอย่างไร หากไม่ทำขั้นนี้ ทุกการประชุมจะหมดเวลาไปกับการถกว่าตัวเลขของใครถูก แทนที่จะถกว่าจะแก้อะไรก่อน

ผสมข้อมูลปฏิบัติการกับเสียงลูกค้า

ข้อมูลระบบบอกว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ไม่บอกว่าทำไมลูกค้าถึงเลิกกลางทาง การเพิ่มข้อมูลเชิงคุณภาพ เช่น เหตุผลที่บันทึกจากคอลเซ็นเตอร์ ความเห็นในแบบสอบถามสั้นหลังจบงาน และการสังเกตการใช้งานจริง ทำให้ทีมเลือกแก้จุดที่สร้างผลมากที่สุดแทนจุดที่วัดได้ง่ายที่สุด

จังหวะทบทวนแบบใดที่ทำให้เกิดการตัดสินใจจริง?

ต้องมีสามจังหวะที่ต่างกันชัดเจน คือ รายสัปดาห์สำหรับปัญหาปฏิบัติการ รายเดือนสำหรับการปรับปรุงกระบวนการ และรายไตรมาสสำหรับการจัดสรรงบประมาณและการลงทุน ตารางด้านล่างสรุปว่าแต่ละจังหวะใครเข้าร่วม ใช้ข้อมูลอะไร และต้องได้ผลลัพธ์อะไรออกมา

จังหวะผู้เข้าร่วมข้อมูลที่ใช้ผลลัพธ์ที่ต้องได้
รายสัปดาห์ทีมปฏิบัติการ หน้างาน และเจ้าของระบบปัญหาที่เกิดซ้ำ คิวค้าง อัตราติดต่อซ้ำงานแก้ไขที่มอบหมายพร้อมกำหนดเสร็จ
รายเดือนJourney owner และตัวแทนทุกฝ่ายใน journeyแนวโน้ม KPI ร่วมและเสียงลูกค้าลำดับความสำคัญของการปรับปรุงรอบถัดไป
รายไตรมาสผู้บริหารระดับสูงและฝ่ายการเงินผลลัพธ์เทียบ baseline และต้นทุนต่อเส้นทางการจัดสรรงบและการหยุดงานที่ไม่สร้างผล

ใช้ Journey Review เพื่อเลือกปัญหาที่ควรแก้

ทุกรอบควรจบด้วยรายการงานที่มีเจ้าของและกำหนดเสร็จ ไม่ใช่จบด้วยการรับทราบ วิธีจัดลำดับที่ใช้ได้จริงคือชั่งสามด้าน ได้แก่ คุณค่าต่อลูกค้าและต้นทุนที่ประหยัดได้ ความเสี่ยงหากไม่แก้ และความพยายามที่ต้องใช้ งานที่คุณค่าสูงและใช้ความพยายามต่ำควรถูกทำทันทีโดยไม่ต้องรอรอบงบประมาณ

เชื่อม Portfolio และงบประมาณเข้ากับ Journey อย่างไร?

จัดสรรงบส่วนหนึ่งให้ journey โดยตรง ไม่ใช่ให้ทุกฝ่ายเสนอโครงการแยกกันแล้วค่อยหวังว่าจะประกอบกันได้ องค์กรที่ทำสำเร็จมักกันงบประมาณก้อนหนึ่งสำหรับการปรับปรุงต่อเนื่องของ journey สำคัญ และให้ journey owner จัดลำดับการใช้ภายใต้เพดานที่กำหนด โดยรายงานผลลัพธ์ต่อคณะกรรมการทุกไตรมาส

เมื่องบเดินตาม journey การตัดสินใจหยุดงานที่ไม่สร้างผลจะง่ายขึ้นมาก เพราะเปรียบเทียบได้ว่างานชิ้นใดในเส้นทางเดียวกันให้ผลตอบแทนดีกว่ากัน ต่างจากการเปรียบเทียบข้ามฝ่ายที่มักจบด้วยการแบ่งงบตามขนาดหน่วยงาน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและวิธีแก้คืออะไร?

ข้อผิดพลาดผลที่ตามมาวิธีแก้
แต่งตั้ง journey owner โดยไม่ให้อำนาจบทบาทกลายเป็นผู้ประสานงานที่ไม่มีผลต่อผลลัพธ์ระบุสิทธิ์ตัดสินใจเป็นลายลักษณ์อักษร
ทำ journey map แล้วจบที่เอกสารไม่มีใครรับผิดชอบหลังงานวิเคราะห์จบผูก map เข้ากับจังหวะทบทวนและ backlog จริง
วัดด้วย KPI รายฝ่ายเหมือนเดิมแต่ละฝ่ายทำตามเป้าตนเองจนลูกค้ารับภาระกำหนด KPI ร่วมระดับ journey
เริ่มพร้อมกันหลาย journeyทรัพยากรกระจายจนไม่มี journey ใดดีขึ้นชัดเริ่มจาก journey เดียวจนเห็นผลก่อนขยาย
ไม่รวมคู่ค้าภายนอกในขอบเขตปัญหาค้างที่รอยต่อและไม่มีใครแก้ใส่ SLA และข้อมูลของคู่ค้าเข้าในการทบทวน

ควรตรวจอะไรก่อนขยาย Operating Model ไปทั้งองค์กร?

ก่อนขยายไป journey อื่น ควรตอบได้ครบทุกข้อต่อไปนี้สำหรับ journey แรก หากยังตอบไม่ได้ การขยายจะเพิ่มความซับซ้อนโดยไม่เพิ่มผลลัพธ์

  • มีตัวเลข baseline และผลลัพธ์หลังปรับปรุงที่ฝ่ายการเงินยอมรับ
  • Journey owner เคยใช้อำนาจจัดลำดับงานข้ามฝ่ายจริงอย่างน้อยหนึ่งครั้ง
  • จังหวะทบทวนทั้งสามระดับเกิดขึ้นต่อเนื่องอย่างน้อยหนึ่งไตรมาส
  • นิยามตัวชี้วัดถูกบันทึกและใช้ร่วมกันโดยไม่มีข้อโต้แย้ง
  • มีตัวอย่างการตัดสินใจหยุดหรือเปลี่ยนงานจากหลักฐานใน journey review
  • ทีมปฏิบัติการมีเวลาสำหรับงานปรับปรุง ไม่ใช่ทำเพิ่มจากงานประจำเต็มเวลา

ตัวอย่างสถานการณ์: เส้นทางเปิดบัญชีที่ลูกค้าเลิกกลางทาง

สถาบันการเงินไทยแห่งหนึ่งพบว่าลูกค้าที่เริ่มเปิดบัญชีผ่านแอปทำสำเร็จเพียง 46 เปอร์เซ็นต์ ฝ่ายดิจิทัลชี้ว่าเป็นปัญหาการตรวจสอบตัวตน ฝ่ายปฏิบัติการชี้ว่าเป็นปัญหาเอกสารที่ลูกค้าเตรียมไม่ครบ ทั้งสองฝ่ายใช้ข้อมูลคนละชุดและประชุมกันหลายรอบโดยไม่มีข้อสรุป

ทางแก้เริ่มจากตั้ง journey owner เป็นผู้บริหารฝ่ายลูกค้ารายย่อยที่มีอำนาจปรับลำดับงานทั้งสองฝ่าย กำหนดนิยามการทำสำเร็จร่วมกันว่านับเมื่อบัญชีใช้งานได้จริง ไม่ใช่เมื่อส่งใบสมัคร และรวมข้อมูลจากแอป ระบบตรวจสอบตัวตน และคอลเซ็นเตอร์เข้าเป็นชุดเดียว ข้อมูลชุดใหม่แสดงว่าการเลิกกลางทางกระจุกอยู่ที่ขั้นถ่ายภาพเอกสารบนอุปกรณ์รุ่นเก่า ซึ่งไม่ใช่สมมติฐานของฝ่ายใดเลย

หลังแก้ขั้นตอนถ่ายภาพและเพิ่มทางเลือกยืนยันตัวตนที่สาขาภายในเส้นทางเดียวกัน อัตราการทำสำเร็จขึ้นเป็น 71 เปอร์เซ็นต์ในสองไตรมาส บทเรียนที่ใช้ต่อได้คือปัญหาส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่อยู่ที่รอยต่อระหว่างฝ่าย ซึ่งจะมองไม่เห็นเลยหากยังใช้ข้อมูลคนละชุด

บทสรุป

Customer Journey Operating Model ไม่ใช่การจัดโครงสร้างองค์กรใหม่ แต่คือการตอบสี่คำถามให้ชัดสำหรับ journey ที่สำคัญที่สุด ได้แก่ ใครเป็นเจ้าของผลลัพธ์ ทุกฝ่ายใช้ตัวเลขชุดใด ทบทวนกันเมื่อใดและได้ผลลัพธ์อะไร และงบประมาณเดินตามเส้นทางของลูกค้าหรือไม่ เมื่อสี่ข้อนี้ชัด การปรับปรุงประสบการณ์ลูกค้าจะกลายเป็นงานประจำที่วัดผลได้ ไม่ใช่โครงการที่จบแล้วเงียบหาย

ออกแบบการเปลี่ยนแปลงดิจิทัลที่สร้างผลลัพธ์อย่างต่อเนื่อง

ดูบริการ Digital Transformation Consulting

คำถามที่พบบ่อย

Journey owner ควรอยู่ฝ่ายใด

ควรอยู่ในหน่วยงานที่รับผิดชอบผลลัพธ์ทางธุรกิจของเส้นทางนั้นโดยตรง เช่น ฝ่ายลูกค้ารายย่อยสำหรับเส้นทางเปิดบัญชี ไม่ใช่หน่วยงานสนับสนุนอย่าง IT หรือ PMO เพราะเจ้าของต้องรับผลของตัวเลขที่เปลี่ยนจริง

ควรใช้ KPI อะไรในระดับ Journey

อย่างน้อยสี่ตัว ได้แก่ อัตราการทำสำเร็จของลูกค้า เวลาจากต้นจนจบ อัตราการติดต่อซ้ำ และต้นทุนต่อเส้นทาง จากนั้นจึงเพิ่มตัวชี้วัดเฉพาะบริบท เช่น อัตราการยืนยันตัวตนสำเร็จครั้งแรก

ต้องปรับทุก Journey พร้อมกันหรือไม่

ไม่ควร เริ่มจาก journey เดียวที่มีผลต่อรายได้หรือต้นทุนสูงสุด พิสูจน์รูปแบบการทำงานให้เห็นผลก่อน แล้วจึงขยายโดยใช้บทเรียนและนิยามตัวชี้วัดชุดเดิม

ต่างจากการทำ Customer Journey Map อย่างไร

Journey map เป็นภาพของสถานการณ์ปัจจุบันหรือที่ต้องการ ส่วน operating model กำหนดว่าใครรับผิดชอบต่อเนื่อง ใช้ข้อมูลอะไร ทบทวนเมื่อใด และงบประมาณไหลอย่างไร map จึงเป็นอินพุตของ operating model ไม่ใช่สิ่งทดแทนกัน

ใช้เวลานานเท่าใดจึงเห็นผล

โดยทั่วไปเห็นการเปลี่ยนแปลงของ leading indicator เช่น อัตราติดต่อซ้ำ ภายในหนึ่งถึงสองไตรมาส ส่วนผลด้านต้นทุนและรายได้มักปรากฏหลังจากนั้นอีกหนึ่งถึงสองไตรมาส ขึ้นกับความถี่ที่ลูกค้าใช้เส้นทางนั้น